ไม่มีเหตุผลที่จะไม่รักกัน

89494948945

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ใครมักจะพูดถึงคนไทยว่าเรารักกันน้อยลง หรือไม่เหลือความรักให้กันอีกแล้ว ยิ่งไปเห็นข้อความในอินเตอร์เน็ตที่แต่ละคนเล่าเรื่องความเห็นแก่ตัวของคนรอบข้าง โดยเฉพาะในช่วงที่รถมากกว่าถนน ก็จะเห็นภาพการขับขี่ของคนเห็นแก่ตัวมากขึ้น หรือบนรถโดยสารที่มีป้ายบ่งบอกให้เอื้อเฟื้อแก่เด็ก สตรีและคนชราก็หมดความหมาย หรือในสถานการณ์ที่รีบเร่งจนคนไม่สนใจกับคำว่าการต่อคิวอีกต่อไป

เราอาจเห็นคนรอบข้างเริ่มน่ารักน้อยลง ทำตัวน่าเกลียดมากขึ้น จนบางทีเราเริ่มหมั่นไส้ เบื่อหน่าย หรือบางทีก็ชวนโมโหจนอยากจะเดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วกระตุ้นจิตสำนึกด้วยฝ่ามือที่กระแทกไปที่กะโหลกศีรษะเบาๆ พอให้รู้สึกตัวขึ้นบ้าง แต่นั่นคงเป็นความคิดที่ไกลออกห่างจากคำที่เรากำลังเรียกหาว่า “สันติวิธี” มากยิ่งขึ้น

เราลองมาดูวิธีการอยู่ร่วมกันของพระในสมัยพุทธกาลว่าทำกันอย่างไร?

มีพระเถระ 3 รูปอาศัยอยู่ในป่า ท่านบอกเล่าการใช้ชีวิตแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกับพระพุทธองค์ โดยแต่ละคนจะทำ พูด หรือแม้แต่คิดเพื่ออีก 2 คน ท่านอธิบายว่าแต่ละคนต้องเก็บความคิดของตนเองไว้ในใจ แล้วต้องคิดในสิ่งที่อีก 2 ท่านน่าจะคิด เพราะท่านเชื่อกันว่าคนเราแม้ร่างกายหรือฐานะของแต่ละคนอาจแตกต่างกันไป

แต่นั่นต้องไม่เปลี่ยนแปลงเราให้เลิกคิดเสียสละให้แก่กัน

แล้วท่านทั้ง 3 ก็เล่าถึงกิจวัตรบางอย่างที่แต่ละคนคิดเหมือนกันโดยไม่ต้องมีกฎระเบียบใดๆ เช่น การบิณฑบาต คือถ้าใครก็ตามกลับมาก่อนก็จะจัดแจงเรื่องอาสนะนั่งฉัน น้ำ และถาดสำรับ ส่วนใครกลับมาทีหลังก็เป็นผู้เก็บอาสนะและหากมีอาหารเหลือก็ทิ้งในที่เหมาะสม และทำความสะอาดที่ฉันให้เสร็จสรรพเรียบร้อยโดยไม่ต้องสนทนากันแม้แต่คำเดียว

หรือเรื่องอื่นๆ เช่นเวลาที่น้ำฉันหรือใช้หมด ใครมาเห็นก็ต้องไป ไม่ต้องบอกกันอีกเช่นเคยพร้อมจะไปตักน้ำมาเติมทันที แต่ถ้าไม่ไหวก็แค่กวักมือเรียกเท่านั้น ไม่ต้องเอ่ยปากเรียกซ้ำแล้วซ้ำเล่าหรือตะโกนโวยวายให้ตกอกตกใจด้วยซ้ำ ท่านก็จะมาช่วยทันที

และที่สำคัญที่สุดคือทุกๆ วันที่ 5 ทั้ง 3 ท่านก็จะมานั่งสนทนาธรรมกันตลอดคืนยันรุ่งเช้าโดยท่าทีสงบและยอมรับซึ่งกันและกัน

วิธีการนี้ดูช่างสงบ ลึกซึ้ง และเข้าใจง่าย แต่คงเป็นเรื่องยากถ้าจะให้ทุกคนทำ โดยที่แต่ละคนยังไม่มีความคิดเห็นร่วมกันก่อน

ทีนี้ก็มาถึงตรงที่ยากสุดว่า แล้วทำอย่างไรเราจะคิดเห็นรวมกันได้ ผู้เขียนคิดถึงเหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงใช้คำว่า “ความรัก” ในการระงับความโกรธว่า “คนที่ไม่เคยเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นครู เป็นอาจารย์ เป็นพี่ เป็นน้อง หรือเป็นคนรักในการเวียนว่ายตายเกิดนี้ไม่เคยมี”

ฉะนั้นเราทุกคนต่างเคยรักกันมาก่อน เพียงแค่ตอนนี้เราคิดไม่ถึงเท่านั้น หรืออีกเหตุผลหนึ่ง เราลองถามใจตัวเองว่า “เราอยู่คนเดียวในโลกโดยไม่มีใครได้ไหม” ถ้าตอบว่า “ได้” เราก็ไม่จำเป็นต้องโกรธใคร เพราะตอนนั้นเราคงไม่สนใจคนอื่น

แต่หากตอบว่า “ไม่ได้” ทีนี้เราก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะไม่รักกัน…

คอลัมน์ หน้าต่างศาสนา

พระมหาขวัญชัย กิตติเมธี สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมฯ วัดสระเกศ

You may also like...