เป็นทุกขอริยสัจ

8651687987833

พุทธพจน์ที่กล่าวถึง ทุกขอริยสัจ มีความว่า : “ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แล เป็นทุกขอริยสัจ คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ การพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ โดยย่ออุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์”

ความคิดปรุงแต่งของบุคคลที่เข้ายึดถือเอารูปกาย พร้อมด้วยความรู้สึกนึกคิดที่เกิดประกอบรูปกายว่าเป็นตนเป็นของตน ย่อมเป็นการเข้าแบกภาระอันหนักของการดำรงชีวิตไว้ รูปกายหรือร่างกายมนุษย์ สัตว์ เป็นผลจากการเข้าประกอบกันของแร่ธาตุในธรรมชาติ จึงย่อมเปลี่ยนแปรไปตามกฎของธรรมชาติฝ่ายรูปธรรม ซึ่งเป็นไปตามธรรมดาแห่งเหตุปัจจัยอันกำหนดแน่นอน ไม่ขึ้นต่อความปรารถนาของผู้หนึ่งผู้ใด

เมื่อกระบวนการสัมพันธ์ของแร่ธาตุในร่างกาย เป็นไปอย่างเหมาะสมสอดคล้อง สุขเวทนาทางกายเกิดขึ้นก็เรียกว่ามีสุขภาพดี ถ้าหากกระบวนการสัมพันธ์ของแร่ธาตุขัดแย้งกัน จะโดยเหตุปัจจัยชนิดใดก็ตาม สุขภาพก็เสื่อม ทุกขเวทนาทางกายเกิดขึ้น นี้คือ ความทุกข์ที่ย่อมเกิดมีตามธรรมดาของการมีรูปกาย ผู้ที่เข้าไปยึดถือเอาว่ารูปกายเป็นตนเป็นของตน ก็ย่อมยึดถือว่าความทุกข์กายนั้นเป็นตนเป็นของตนด้วย

ความทุกข์ที่ได้รับมักไม่หยุดอยู่เพียงขณะเมื่อความทุกข์กายกำลังเกิดอยู่ แต่จะชักจูงให้เกิดโทมนัสอันเป็นความทุกข์ทางใจด้วย ทั้งนี้เพราะความรู้สึกนึกคิดนั้นเอง ก็ถูกยึดถือมั่นไม่ปล่อยว่าเป็นตนเป็นของตนด้วยอย่างลึกซึ้งแน่นหนา แผ่คลุมสมมติบัญญัติแห่งกาลทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคต

ภาวะบกพร่อง ขัดข้อง ขัดแย้ง กดดัน และบีบคั้น ทนได้ยาก อันเป็นไปตามธรรมดาของกลุ่มแร่ธาตุทั้งภายในและภายนอก จึงกลายเป็นความทุกขโทมนัสทั้งของตนเองและผู้อื่น ซึ่งปรากฏเป็นตัวตนบุคคลแสดงบทบาทบนเวทีชีวิตและโลก อันความคิดปรุงแต่งอย่างยึดถือมั่นนั้นเอง สร้างขึ้นอย่างวิจิตรพิศดารและซับซ้อน แต่ละบุคคลมีโลกส่วนตัวซึ่งเป็นทั้งบ้านและที่คุมขังจองจำ ทรมานให้ขาดอิสรภาพด้วยผู้คุม คือ ความยึดติดถือมั่นไม่ยอมปล่อย เพราะความอยากสุขหนีทุกข์ อันเกิดจากความโง่เขลา ไม่รู้เท่าทันธรรมชาติธรรมดานั้นเอง

เมื่อยึดติดถือมั่นว่ามีตนทั้งภายในและภายนอก ก็เกิดตนเอง เกิดผู้อื่นอันเป็นที่รักที่ชอบใจ เป็นต้น เมื่อความบกพร่องขัดข้องปรากฏ ก็ถือว่าตนเองเจ็บป่วย ผู้อื่นเจ็บป่วย เมื่อการประชุมกันเข้าชั่วคราวของกลุ่มแร่ธาตุตามธรรมชาติสลายลง ก็ถือเอาว่าตนตาย ผู้อื่นตาย เมื่อความสัมพันธ์สิ้นสุดขาดสะบั้นลง ก็ถือว่าตนเองและผู้อื่นพลัดพรากจากกัน ฯลฯ การเข้าไปยึดติดถือมั่นว่ารูปกายและความรู้สึกนึกคิดที่รวมกลุ่มอยู่ว่า เป็นตนเป็นของตน นี้จึงเป็นตัวทุกข์ ดังพุทธพจน์ที่อ้างอิงมาข้างบนว่า “โดยย่อ อุปทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” เพราะอุปาทานขันธ์ ๕ นั้นก็คือ รูปกายและนามกาย ๔ กองคือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ซึ่งความยึดติดถือมั่นเข้าไปจับไว้ไม่ปล่อยนั่นเอง

หน้าที่ซึ่งเราทั้งหลายพึงมีต่อ ทุกขอริยสัจ หรือความจริงแท้แน่นอนข้อนี้ก็คือ พิจารณาให้รู้อย่างชัดแจ้งถ่องแท้ ด้วยประสบการณ์ของตนเอง จึงควรใช้วาระแห่งความทุกข์เป็นโอกาสสำคัญ ที่จะทำหน้าที่อันนี้ให้สมบูรณ์เท่าที่จะทำได้

ความยึดติดถือมั่น คืออุปาทาน เป็นผลปรากฏในชีวิตเพราะความโลภ ความอยาก หรือ ตัณหา อันแรงจัด ซึ่งมีรากเหง้าคือ อวิชชา อันหมายถึงความโง่เขลาไม่รู้จริง หรือรู้ไม่จริงในเรื่องธรรมชาติธรรมดาของโลกและชีวิต ท่านจึงเรียก อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ว่า กิเลส เพราะเป็น เครื่องเศร้าหมองของชีวิตจิตใจอันบุคคลมีหน้าที่จะต้องละ เพื่อความทุกข์จะได้สิ้นสุดลง

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า :

“ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขสมุทัยอริยสัจ คือ ตัณหาที่ทำให้มีภพใหม่ ประกอบด้วยความเพลินและความติดใจ คอยเพลิดเพลินอยู่ในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา”

อารมณ์คือสิ่งใดก็ตามที่จิตหรือความรู้สึกนึกคิดเข้าไปจับรู้เสพเสวย จิตปุถุชน คือจิตในบุคคลมีกิเลส ย่อมเสพเสวยอารมณ์ที่ชอบ ด้วยความเพลิดเพลินติดใจ และอยากอีกไม่หยุดหย่อน เมื่อประสบอารมณ์ที่ไม่ชอบก็ขัดเคืองขุ่นแค้นอยากทำลาย อยากไปให้พ้น ความยินดีอยากใคร่ยิ่งนักในรูป เสียง กลิ่น รส สิ่งต้องกายคือ กามตัณหา ความพอใจรักใคร่ในภพกล่าวคือ สภาพชีวิตความมีอยู่ เป็นอยู่แบบใดแบบหนึ่ง คือ ภวตัณหา ความขึ้งเคียดเกลียดชังสถานการณ์เฉพาะหน้าอันไม่สบใจ ปรารถนารุนแรงให้มันหมดไปสิ้นไป จะโดยการทำลายล้างหรือหลีกหนีคือ วิภวตัณหา เมื่อเฝ้าสำรวจตรวจดูความรู้สึกนึกคิดของตนเองอยู่เสมอ ผู้มีสติพิจารณากำหนดจะเกิดปัญญาเห็นชัดขึ้นทุกทีว่า ความอยากทุกชนิด คือ ตัณหา นี้เองที่รุนแรงขึ้นเป็นอุปาทาน ทำให้กระบวนการสัมพันธ์ของรูปขันธ์ และนามขันธ์ ตามธรรมชาติกลายเป็นวงจรชีวิตทุกข์ขึ้น

ดังนั้นหน้าที่ของบุคคลต่อทุกขสมุทัยอริยสัจ หรือความจริงแท้ว่าด้วยเหตุแห่งความทุกข์ ข้อนี้ก็คือการละตัณหา อย่างสิ้นเชิง ซึ่งก็หมายความถึงการละทั้ง อวิชชา ตัณหา และอุปทาน ไปพร้อมกัน

ในพุทธกาลระยะต้น ท่านพระอัสสชิกล่าวหัวข้อธรรมแก่สารีบุตรปริพาชก ดังนี้ :

“ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับของธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะทรงสั่งสอนอย่างนี้”

ทุกข์ทั้งปวงก็เป็นสังขารธรรม คือธรรมที่เกิดแต่เหตุอันได้แก่ กิเลสคือตัณหา พร้อมทั้งอวิชชาและอุปทาน ในเทศนาอริยสัจนั้น ทรงจำแนกทั้งทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความสิ้นทุกข์เพราะดับเหตุแห่งทุกข์ และวิถีทางปฏิบัติเพื่อการนั้น ผู้มีปัญญาเจริญแล้วเช่น สารีบุตรปริพาชกได้ฟังเพียงหัวข้อสรุปข้างบน ก็เกิด ดวงตาเห็นธรรม คือเห็นความดับทุกข์สิ้นเชิงในพริบตา

You may also like...