Category: พระเครื่อง

ไม่มีเหตุผลที่จะไม่รักกัน

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ใครมักจะพูดถึงคนไทยว่าเรารักกันน้อยลง หรือไม่เหลือความรักให้กันอีกแล้ว ยิ่งไปเห็นข้อความในอินเตอร์เน็ตที่แต่ละคนเล่าเรื่องความเห็นแก่ตัวของคนรอบข้าง โดยเฉพาะในช่วงที่รถมากกว่าถนน ก็จะเห็นภาพการขับขี่ของคนเห็นแก่ตัวมากขึ้น หรือบนรถโดยสารที่มีป้ายบ่งบอกให้เอื้อเฟื้อแก่เด็ก สตรีและคนชราก็หมดความหมาย หรือในสถานการณ์ที่รีบเร่งจนคนไม่สนใจกับคำว่าการต่อคิวอีกต่อไป เราอาจเห็นคนรอบข้างเริ่มน่ารักน้อยลง ทำตัวน่าเกลียดมากขึ้น จนบางทีเราเริ่มหมั่นไส้ เบื่อหน่าย หรือบางทีก็ชวนโมโหจนอยากจะเดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วกระตุ้นจิตสำนึกด้วยฝ่ามือที่กระแทกไปที่กะโหลกศีรษะเบาๆ พอให้รู้สึกตัวขึ้นบ้าง แต่นั่นคงเป็นความคิดที่ไกลออกห่างจากคำที่เรากำลังเรียกหาว่า “สันติวิธี” มากยิ่งขึ้น เราลองมาดูวิธีการอยู่ร่วมกันของพระในสมัยพุทธกาลว่าทำกันอย่างไร? มีพระเถระ 3 รูปอาศัยอยู่ในป่า ท่านบอกเล่าการใช้ชีวิตแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกับพระพุทธองค์ โดยแต่ละคนจะทำ พูด หรือแม้แต่คิดเพื่ออีก 2 คน ท่านอธิบายว่าแต่ละคนต้องเก็บความคิดของตนเองไว้ในใจ แล้วต้องคิดในสิ่งที่อีก 2 ท่านน่าจะคิด เพราะท่านเชื่อกันว่าคนเราแม้ร่างกายหรือฐานะของแต่ละคนอาจแตกต่างกันไป แต่นั่นต้องไม่เปลี่ยนแปลงเราให้เลิกคิดเสียสละให้แก่กัน...

พระคุณธรรม สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร

ชีวิตของเจ้าพระคุณ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ไม่แตกต่างไปจากชีวิตของคนทั่วไป คือมีทั้งผิดหวังและสมหวัง มีทั้งสำเร็จและล้มเหลว มีทั้งดีใจและเสียใจ แต่ทรงมีคุณธรรมหลายประการที่โดดเด่นเป็นแกนหรือเป็นแก่นของชีวิต ชีวิตของพระองค์จึงมีความสมหวัง มากกว่าผิดหวัง มีความสำเร็จมากกว่าความล้มเหลว และมีความดีใจมากกว่าเสียใจ กล่าวโดยรวมก็คือ ด้วยคุณธรรมอันเป็นแกนของชีวิตดังกล่าวพระองค์จึงทรงประสบความสำเร็จ หรือทรงเจริญก้าวหน้าไปตามครรลองของชีวิตจนถึงที่สุด ดังเป็นที่ปรากฏอยู่ในบัดนี้ หากวิเคราะห์ตามที่ปรากฏในพระประวัติ จะเห็นได้ว่า พระคุณธรรมที่โดดเด่นในชีวิตของพระองค์ คือ – อดทน – ใฝ่รู้ – กตัญญู – ถ่อมตน – คารวธรรม พระคุณธรรมประการแรก ที่ปรากฏเด่นชัดในชีวิตของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ คือ...

คนรุ่นใหม่ต้องใจพร้อม

เมื่อประมาณวันที่ 24-26 ตุลาคมที่ผ่านมา มีโครงการอบรมข้าราชการบรรจุใหม่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ณ ศาลาสุวรรณบรรพต วัดสระเกศ กรุงเทพมหานคร พร้อมๆ ไปกับได้สร้างความคาดหวังถึงสิ่งที่จะตามมา โดยเฉพาะอัตลักษณ์ของความเป็นข้าราชการกับความเป็นชาวพุทธเมื่อต้องเผชิญหน้ากับปัญหาที่ท้าทายระหว่างตัวตนของเรากับภารกิจหน้าที่ ผู้เขียนนึกถึงภาพปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเดินทางด้วยรถไฟใต้ดิน ขณะที่มือข้างหนึ่งถือกระเป๋าอีกข้างถือย่าม พอก้าวขาเข้าสู่รถไฟก็พบว่าทุกที่นั่งเต็มหมดทั้งที่มีรูปสัญลักษณ์เป็นรูปพระ เด็ก คนชราและสตรีมีครรภ์พร้อมข้อความว่า “โปรดเอื้อเฟื้อ” ติดอยู่ แต่ก็เป็นเพียงข้อความบอกเล่าเท่านั้น ไม่ใช่คำสั่งให้ต้องทำตาม อาจเป็นไปได้ที่ชีวิตของคนเมือง เคยชินกับการรับคำสั่งมากกว่าคำขอร้อง จึงไม่ปรากฏว่าจะมีใครคนใดลุกขึ้นให้พระนั่งแม้แต่น้อย แต่ก็ยังดีที่ยังมีเสาอยู่กลางรถไฟพอให้ยืนจับเป็นที่พึ่งได้บ้าง พอผ่านไปไม่กี่สถานีก็มีคนเริ่มทยอยเข้ามาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหลายคนที่เป็นผู้หญิงก็จะรู้หน้าที่พยายามหลีกไม่ไปยืนใกล้กับพระ แต่ในจำนวนกลุ่มคนเหล่านั้นก็มีหญิงสาวคนหนึ่งพร้อมกับเพื่อนอีกสองคน จากชุดที่ใส่รู้ได้ทันทีว่าเป็นนักศึกษา ขึ้นมาถึงก็เดินตรงเข้ามาหาเสาที่พระยืนอยู่ทันที ขณะที่เพื่อนหญิงที่เป็นนักศึกษาด้วยกันพยายามจะบอกว่า “ใกล้พระไม่ได้” ก็ได้เสียงตอบดังฟังชัดจากนักศึกษาคนนั้นทันทีว่า “นี่เป็นที่สาธารณะไม่ใช่สมบัติของใคร จะยืนตรงไหนก็เป็นสิทธิของฉัน”...

ดับตัณหา คือปลงภาระหนักลงได้

พระพุทธวจนะ : ดับตัณหา คือปลงภาระหนักลงได้ ภิกษุทั้งหลาย การปลงภาระหนักลงเสียได้ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุทั้งหลาย ความดับสนิทเพราะความจางคลายไป โดยไม่เหลือของตัณหานั้น นั่นเทียว ความละไปของ ตัณหานั้น ความสลัดกลับคืนของตัณหานั้น ความหลุดออกไปของตัณหานั้น และความไม่มีที่อาศัยอีกต่อไปของตัณหานั้น อันใดภิกษุทั้งหลาย อันนี้เราเรียกว่า การปลงภาระหนักลงเสียได้ ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสพุทธวจนะนี้ ซึ่งเป็นคำร้อยกรองสืบต่อไป “ขันธ์ทั้งห้าเป็นของหนักเน้อ บุคคลแหละ เป็นผู้แบกของหนักพาไป การแบกถือของหนัก เป็นความทุกข์ในโลก การปลงภาระหนักเสียได้เป็นความสุข พระอริยเจ้าปลงภาระหนักลงเสียแล้ว ทั้งไม่หยิบฉวยเอาของหนักอันอื่นขึ้นมาอีก ก็เป็นผู้ถอนตัณหาขึ้นได้กระทั่วราก (อวิชชา)...

เป็นทุกขอริยสัจ

พุทธพจน์ที่กล่าวถึง ทุกขอริยสัจ มีความว่า : “ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แล เป็นทุกขอริยสัจ คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ การพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ โดยย่ออุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ความคิดปรุงแต่งของบุคคลที่เข้ายึดถือเอารูปกาย พร้อมด้วยความรู้สึกนึกคิดที่เกิดประกอบรูปกายว่าเป็นตนเป็นของตน ย่อมเป็นการเข้าแบกภาระอันหนักของการดำรงชีวิตไว้ รูปกายหรือร่างกายมนุษย์ สัตว์ เป็นผลจากการเข้าประกอบกันของแร่ธาตุในธรรมชาติ จึงย่อมเปลี่ยนแปรไปตามกฎของธรรมชาติฝ่ายรูปธรรม ซึ่งเป็นไปตามธรรมดาแห่งเหตุปัจจัยอันกำหนดแน่นอน ไม่ขึ้นต่อความปรารถนาของผู้หนึ่งผู้ใด เมื่อกระบวนการสัมพันธ์ของแร่ธาตุในร่างกาย เป็นไปอย่างเหมาะสมสอดคล้อง สุขเวทนาทางกายเกิดขึ้นก็เรียกว่ามีสุขภาพดี ถ้าหากกระบวนการสัมพันธ์ของแร่ธาตุขัดแย้งกัน จะโดยเหตุปัจจัยชนิดใดก็ตาม สุขภาพก็เสื่อม ทุกขเวทนาทางกายเกิดขึ้น...

พระเครื่องจังหวัดชุมพร หลวงพ่อสงฆ์ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย ปี2505

วันนี้มาศึกษาเหรียญยอดนิยมอันดับ 1 ของจ.ชุมพรกันบ้างครับ เป็นเหรียญที่มีเก๊ออกมานานมากแล้วเพราะได้รับความนิยมสูงเป็นสิบปี เหรียญรุ่นปี 2505 ของวัดเจ้าฟ้าศาลาลอยนี้พิมพ์นิยม รุ่นนี้มีบล็อกแม่พิมพ์เพียงแม่พิมพ์เดียวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนปี2505 รุ่นอื่นก็จะมีรุ่นที่เป็นพิมพ์ย้อน ซึ่งใช้แม่พิมพ์คนละอันกัน และปี2505 ที่ออกวัดเขากล้วยครับก็จะเป็นแม่พิมพ์คนละชุดกัน 1.ไม้เอกจะอยู่ระหว่าง พ กับ อ เป็นดูแล้วจุด ไม่เป็นเส้น ของปลอมบางพิมพ์นั้นจะเป็นขีด และขึ้นที่หางตัว พ พาน 2. ตัวการันต์ จะอยู่กึ่งกลางตัว ฆ ของปลอมบางพิมพ์จะอยุ่ที่หางของตัว ฆ ครับ 3. หัว ล จะลากยาวลงมาต่ำกว่าหาง...

พระเครื่องสังข์ วัดดอนตรอ

เหรียญพ่อท่านสังข์ วัดดอนตรอ รุ่นแรก นิยม พ่อท่านสังข์ ท่านมีสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตรที่พระครูเรวัตรศิลคุณ กิตติคุณของท่านก็เป็นที่กล่าวขวัญกันทางภาคใต้มานานนับเป็นหลายสิบปี เป็นพระเกจิอาจารย์อีกท่านหนึ่งที่ร่วมปลุกเสกเหรียญพ่อท่านซัง วัดวัวหลุง รุ่น 2 ซึ่งนอกจากจะเป็นเหรียญตายแล้ว ก็ยังเป็นเหรียญย้อน พ.ศ. อีกด้วย แต่กลับมีราคาเล่นหาอยู่หลักหมื่น ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากมีประสบการณ์สูงมาก นอกจากนี้พ่อท่านสังข์ยังได้เข้าร่วมพิธีปลุกเสกวัตถุมงคลครั้งสำคัญของภาคใต้หลายพิธีด้วยกัน เป็นพระเกจิอาจารย์อีกท่านหนึ่ง ซึ่งได้รับการยกย่องจากพ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง ว่ามีวิทยาคมสูงเป็นเลิศ พ่อท่านสังข์ออกเหรียญรุ่นนี้เป็นรุ่นแรกของท่าน เมื่อ พ.ศ. 2514 ท่านปลุกเสกอยู่เป็นเวลานานถึงนำออกแจก ตอนเหรียญออกใหม่ๆไม่นานนัก มีชาวบ้านนำไปทดลองยิงปรากฏว่ากระสุนด้าน แต่พ่อนำลูกปืนลูกนั้นมายิงอีกครั้งโดยหันปากกระบอกปืนไปทางด้านอื่น ปรากฏว่ากระสุนระเบิดยิงออกทุกนัด พอข่าวแพร่ออกไปจึงมีชาวบ้านมาขอเหรียญกันมาก จนทำให้เหรียญหมดจากวัดไปในเวลาเพียงไม่กี่เดือน เป็นเหรียญดีมีประสบการณ์หายาก...

หลวงพ่อเล็ก วัดจุ้มปะ

ของดี-ของขลัง จากการบอกเล่า ชาวบ้านอยู่ใกล้กับวัดเจริญภูผา หรือวัดจุ้มปะ นายสุรชัย แซ่ตั้ง กล่าวกับผู้เขียนว่า สามีภรรยาคู่หนึ่งแต่งงานหลายปี ยังไม่มีบุตรไว้สืบสกุลได้มาที่วัดเจริญภูผา (จุ้มปะ) เล่าให้หลวงพ่อเล็กฟัง ท่านได้ตรวจดูวันเดือนปี ค้นหาว่าเป็นอย่างไร สามี หรือ ภรรยาใครเป็นต้นเหตุของการไม่สามารถให้กำเนิดบุตร เรียกว่าถูกผีเสื้อกิน หลวงพ่อเล็กนัดมาทำพิธีแก้เกิดวันไหนก็แก้วันนั้น หากว่าช่วยภรรยาเป็นฝ่ายถูกผีเสื้อกินจะเจียดยาแผนโบราณไปต้มกินมีเคล็ดลับให้หาของบางอย่าง บางประเภทให้ต้มกิน นายสุรชัย แซ่ตั้ง เล่าต่อไปว่า หลวงพ่อเล็ก ให้เตรียมการในการทำพิธีกรรมคือ ข้าวสาร ๓ กำมือ ไก่เป็น ๑ ตัว หวายยาว ๓ วา...

หลวงพ่อสีแก้ว วัดไทรใหญ่

เดิมทีตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวัดไทรใหญ่ปัจจุบัน ซึ่งชาวบ้านไทรใหญ่ยังเรียกกันติดปากจนกระทั่งบัดนี้ว่า “วัดเก่า” ห่างจากวัดประมาณ ๕ เส้นเศษ มีเนื้อที่ประมาณ ๔ ไร่ ๒ งาน ลักษณะเป็นที่ราบลุ่ม บริเวณรอบวัดเป็นหมู่บ้านราษฎรและทุ่งนา ถึงฤดูฝนน้ำท่วม คณะกรรมการของวัดในสมัยนั้น ซึ่งมีขุนถาวร สุวรรณรัตน์ กำนันตำบลควนรู พร้อมด้วยพุทธบริษัทของวัดได้ปรึกษากันว่า ต่อไปภายหน้าจำนวนพระภิกษุสามเณรเพิ่มมากขึ้น ประชาชนที่มาบำเพ็ญบุญกันในวัดก็มีเพิ่มขึ้น อาณาบริเวณวัดคับแคบมาก มีเนื้อที่ไม่เพียงพอที่จะขยายเพื่อปลูกสร้างเสนาสนสถานเพิ่มเติมให้เพียงพอที่จะจะขยายเพื่อปลูกสร้างวัดใหม่ขึ้นในท้องที่ตำบลควนรู เมื่อประชุมปรึกษามีมติเป็นเอกฉันท์แล้ว ในปี พ.ศ. ๒๔๖๖ ขุนถาวร สุวรรณรัตน์ จึงได้ขอที่ดินของนายพรหม คงสม เนื้อที่ประมาณ ๓ ไร่...

หลวงพ่อสงค์ วัดคงคาวดี

หลวงพ่อสงค์ ศรีสุวรรโณ (พ.ศ.๒๔๗๐-๒๕๐๙) แห่งวัดคงคาวดี (ปากบางภูมิ) อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา วัดคงคาวดี เดิมชื่อวัดปากบางภูมิ ตั้งอยู่ตำบลรัตภูมิ อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๐ โดยมีพระครูวทยานุกูลกิตติมศักดิ์ (พ่อท่านสงค์ ศรีสุวรรณโณ) เจ้าอาวาสรูปที่ ๔ เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๐ ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เดิมที่ท่านสงค์ก่อนอุปสมบทเป็นเสมียนอยู่ที่อำเภอหาดใหญ่ตั้งใจจะบวชเพียง ๑ พรรษา โดยมีพระครูปราการศิลประกฤต(ท่านพระอาจารย์จูลิ่ม) แห่งวัดบางเทิงเป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อครบกำหนดลาสิกขาบทก็มีเหตุให้ท่านก็ตัดสินใจอยู่ในร่มบวรพระพุทธศาสนาต่อไปโดยได้ลาออกจากราชการทันที ตั้งใจว่าจะมุ่งแสวงหาความสงบและความสุขทางธรรม จนท่านได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย ในเวลาอันรวดเร็วและสอบได้เป็นนักธรรมชั้นโท จนความรู้แตกฉานจึงได้ออกแสวงบุญด้วยการธุดงค์ไปยังอำเภอรัตภูมิและจังหวัดใกล้เคียงโดยท่านสงค์ได้ถ่ายทอดวิชาที่ได้เล่าเรียนมาจากพระครูจูลิ่มเพื่อการรักษาโรคต่างๆ เป็นที่ศรัทธาแก่ชาวบ้านที่พบเห็น ต่อมาท่านได้กลับมาที่วัดคงคาวดี...